ไนแองการ่า…ไปเองได้ ไม่ง้อทัวร์
ในชีวิตคนเรา บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดไม่ได้มาจากการวางแผนอย่างเป๊ะ ๆ หรือจ่ายแพง ๆ เพื่อให้ได้ทุกอย่างพร้อมสรรพ บางที “การออกเดินทางด้วยหัวใจที่อยากเห็น อยากรู้ อยากลอง” ต่างหาก ที่จะทำให้เราได้พบเจอเรื่องราวที่น่าจดจำที่สุด…
ทริปไปชมน้ำตกไนแองการ่าครั้งนี้คือแบบนั้นสำหรับผม ไม่มีทัวร์ ไม่มีไกด์ มีแค่ใจล้วน ๆ กับความอยากเห็นของจริงสักครั้งในชีวิต
จุดเริ่มต้นจากควีนส์ นิวยอร์ก
ผมอาศัยอยู่ย่านควีนส์ นิวยอร์ก เมืองใหญ่ที่วุ่นวายแต่มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง วันหนึ่งนั่งคิดเล่น ๆ ว่า ถ้ามีน้ำตกที่อลังการระดับโลกอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยไมล์ แล้วทำไมเราจะไปไม่ได้ล่ะ จะรอให้ใครพาไป หรือจะลุกขึ้นไปเองเลยดี คำตอบมันชัดในใจ ไปเองก็ได้วะ
ลุยด้วย MegaBus ประหยัด ไม่ยุ่งยาก
แน่นอนครับว่าไม่มีรถ ไม่มีคนขับ ไม่มีเพื่อนร่วมทาง แต่มีอินเทอร์เน็ตและแอปจองตั๋ว MegaBus
ใครที่ไม่คุ้น MegaBus มันคือบริการบัสราคาประหยัดที่มีรอบวิ่งเยอะมากในอเมริกา โดยเฉพาะสายจากนิวยอร์กไป Buffalo บอกเลยว่าหาตั๋วถูก ๆ ได้ไม่ยาก บางรอบแค่ 10-20 ดอลลาร์เท่านั้น หรือถ้าเจอโปรบางช่วง 1 ดอลลาร์ก็มี
ผมเลือกนั่งรถกลางคืน ไปถึง Buffalo ตอนเช้ามืดพอดี ได้ฟีลนั่งรถยาว ๆ ดูวิวบ้าง หลับบ้าง ชิล ๆ ไปอีกแบบ
Buffalo เมืองเงียบ ๆ ที่อบอุ่น
Buffalo ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหวือหวา แต่กลับมีเสน่ห์แบบเรียบง่าย ถ้าใครชอบความสงบ มีบ้านไม้เก่า ๆ ถนนโล่ง ๆ แล้วมีร้านกาแฟอบอุ่นสักร้านให้แวะพัก มันคือที่นี่แหละครับ
ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง “Buffalo Wings” หรือปีกไก่ทอดคลุกซอสรสจัดจ้าน ที่ต้องบอกเลยว่า ต้นตำรับอยู่ที่นี่ มาแล้วไม่ลองไม่ได้ มีร้านเด็ด ๆ ให้เลือกเพียบ ตั้งแต่ร้านคลาสสิกเก่าแก่ไปจนถึงแนวฟิวชั่นร่วมสมัย
ผมจองที่พักไว้ล่วงหน้าแถว downtown ราคาสบายกระเป๋า และเดินทางสะดวกมากเพราะมีรถบัสท้องถิ่นวิ่งไปใกล้ ๆ น้ำตกได้เลย
สัมผัสแรกของน้ำตกไนแองการ่า
พอไปถึงพื้นที่ใกล้น้ำตก เสียงน้ำดังกึกก้องมาตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวน้ำตกด้วยซ้ำ พอได้ยืนอยู่ตรงจุดชมวิวครั้งแรก บอกเลยว่าขนลุก… มันอลังการกว่าทุกภาพที่เคยเห็น ทั้งในหนังสือ ในอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ในสารคดี มันคือพลังธรรมชาติที่แท้จริง และพอได้มายืนอยู่ตรงนี้ด้วยตัวเอง มันไม่ใช่แค่การมาเที่ยวอีกต่อไปแล้วครับ แต่มันคือการเติมเต็มบางสิ่งในใจที่เราไม่รู้ว่าเราขาดอยู่…


โชคดีจริงๆ ที่ตัดสินใจจองที่พักใกล้น้ำตกไว้อีกสองคืน เลยได้อยู่ชมโชว์แสงสีในตอนกลางคืนต่อแบบไม่ต้องรีบกลับ แสงไฟหลากสีที่ฉายลงมาบนน้ำตกมันตระการตาจนแทบลืมหายใจ สายน้ำยังคงถาโถม แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนหยุดนิ่งท่ามกลางความงามนั้น สีฟ้า ม่วง แดง เหลืองสลับสับเปลี่ยนไปบนม่านน้ำอย่างพริ้วไหว มันไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่มันคือความรู้สึกที่ลึกลงไปในใจ เหมือนกำลังได้ยืนอยู่ท่ามกลางเวทมนตร์บางอย่างที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้เพื่อเราโดยเฉพาะ


เสียดายนิดหน่อยที่ผมไม่มีวีซ่าแคนาดา เลยไม่ได้ข้ามไปอีกฝั่งที่เค้าว่ากันว่ามุมสวยกว่า แต่สำหรับผม แค่ฝั่งอเมริกาก็พอแล้วล่ะ เพราะภาพตรงหน้านี้สวยจนใจสั่น ไม่ต้องเทียบกับใคร มันก็ยิ่งใหญ่ในแบบของมันเอง
การเดินทางที่ให้มากกว่าการเที่ยว
พอได้มีเวลานั่งรถกลับ ผมก็นั่งคิดย้อนดูว่า จริง ๆ แล้วทริปนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย ไม่ได้แพง ไม่ได้ยาก ไม่ได้หรู แต่กลับกลายเป็น ทริปที่ทำให้ผมรู้สึกอิ่มใจที่สุดในรอบหลายเดือน
มันไม่ได้แค่พาเราไป “ถึงจุดหมาย” แต่มันพาให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ได้เรียนรู้การวางแผน เดินทาง ใช้ชีวิตแบบพึ่งตัวเอง และได้ใช้เวลาชื่นชมสิ่งสวยงามของโลกโดยไม่มีอะไรมาบดบัง ไม่ต้องแย่งมุมถ่ายรูปกับใคร ไม่ต้องรีบตามคิวตามทัวร์ เราเลือกได้ว่าจะหยุดตรงไหน จะยืนนานแค่ไหน จะนั่งเงียบ ๆ หรือตะโกนออกมาดัง ๆ ก็ไม่มีใครว่า
การเดินทางแบบนี้อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่มันเหมาะกับคนที่อยากลองเปิดโลกในแบบของตัวเอง มันอาจไม่ง่ายเสมอไป แต่บอกเลยว่า “มันคุ้ม” เพราะประสบการณ์บางอย่าง เราจะไม่มีวันได้จากการฟังคนอื่นเล่า แต่เราจะจดจำไปตลอดชีวิต เมื่อเราได้ “ไปเห็นเอง” ด้วยสายตา
และนั่นแหละครับ…เหตุผลที่ผมอยากชวนคุณลุกขึ้นมาวางแผน ไปเอง ลองเอง และสร้างเรื่องราวของตัวเองสักครั้ง
เพราะบางที…ความทรงจำที่ดีที่สุด อาจเริ่มต้นจากการกดจองตั๋วแค่ใบเดียวก็ได้
About The Author
Discover more from journan journey
Subscribe to get the latest posts sent to your email.