กลับมาอีกครั้ง…ไต้หวันแบบฟรีวีซ่า
ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวว่า “ไต้หวัน” กลับมาเปิดให้คนไทยเดินทางได้แบบ ไม่ต้องขอวีซ่า อีกครั้งแล้วนะครับ ดีใจเหมือนเห็นเพื่อนเก่าที่ห่างหายกันไปกลับมาทักทายกันใหม่
เพราะถ้าย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ใครอยากจะไปไต้หวันต้องยื่นวีซ่า ยื่นเอกสารเต็มไม้เต็มมือ ผมเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน กว่าจะได้ออกเดินทางครั้งแรก เหงื่อแตกไม่น้อย แต่พอได้ไป…ก็เหมือนเปิดประตูบานใหม่ให้ชีวิต
เมื่อการเดินทาง…เริ่มต้น
ครั้งแรกที่ได้ไปไต้หวัน แทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากมายเลย แค่ได้รับตั๋วไปดูงานจากเจ้านายที่ไม่ว่างจะไป แล้วบอกให้ผมกับเพื่อนไปแทน ก็เลยคิดในใจว่า “เอาสิ ลุย!” ตอนนั้นยังไม่เคยออกนอกประเทศเลยด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนเปิดโลกใหม่ให้ตัวเอง ลองดูสักครั้ง!
จำได้ดีว่าหลังจากเครื่องบินลงที่ไทเป อากาศเย็นๆ ทำให้รู้สึกแปลกใหม่ไปหมด และมีคำถามผุดขึ้นในหัว “เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ตื่นเต้นบ้าง งงบ้าง กลัวบ้าง แต่พอได้สัมผัสกับบรรยากาศจริงๆ แค่ไม่นาน ความรู้สึกที่ได้กลับกลายเป็นความหลงรักในทันที
ไต้หวันสำหรับผมเป็นเกาะที่ไม่ได้แค่ “เล็ก” ตามขนาด แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในทุกๆ มุม มันมีความทันสมัยที่ดึงดูด มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบาย ผู้คนที่ใจดีและมีความวินัยแบบญี่ปุ่น แต่ยังคงอบอุ่นแบบจีน ไม่มีการเหยียดหรือแบ่งแยกคนต่างชาติเลยสักนิด ซึ่งทำให้รู้สึกได้ถึงความยินดีในการมาเยือนจริงๆ
จากการเดินทาง…สู่หนังสือเล่ม…ไต้หวัน
หลังจากได้ไปไต้หวันหลายครั้ง ผมก็เริ่มเก็บเรื่องราวและความประทับใจต่างๆ ไว้ จนวันหนึ่งกลายเป็น “หนังสือ” เล่มหนึ่งที่พูดถึงไต้หวัน เล่าเรื่องจากคนที่ไปจริง เจอจริง กินจริง เดินจริง เป็นบันทึกเส้นทางการเดินทางจากมุมของคนธรรมดาคนหนึ่งที่แค่ “ได้ไป” แล้ว “อยากให้ใครๆ ได้ไปเห็นด้วยตา” เช่นกัน
ดีใจมากครับ ที่วันนี้ยังมีคนเห็นหนังสือเล่มนั้นวางอยู่บนชั้นในห้องสมุดกลางของกรุงเทพฯ และอีกหลายแห่ง อย่างน้อยมันก็เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ส่งต่อแรงบันดาลใจในการเดินทางให้กับใครบางคน


ไต้หวันมีดีอะไร
คำตอบสั้นๆ คือ “หลายอย่างมาก” ทั้งธรรมชาติ เมืองใหญ่ ผู้คน อาหาร และที่สำคัญ…คือ “ความรู้สึกปลอดภัย”
ไต้หวันเป็นเกาะที่อยู่ระหว่างอิทธิพลของจีนกับญี่ปุ่น จึงมีวัฒนธรรมที่ผสมกันอย่างลงตัว มีความเคร่งครัดเหมือนญี่ปุ่น แต่ไม่ตึง มีความเป็นจีนแบบดั้งเดิม แต่ไม่วุ่นวาย
ผู้คนที่นี่สุภาพ อบอุ่น ไม่มีการเหยียด ไม่มีการมองคุณแปลกๆ เพราะคุณเป็นนักท่องเที่ยว เวลาเดินอยู่ตามถนน ถามทาง หรือไปร้านอาหาร จะรู้สึกเลยว่า เขาต้อนรับเราแบบจริงใจ ไม่ใช่แค่เพราะเงินจากการท่องเที่ยว
สเน่ห์ของเกาะแห่งนี้อยู่ตรงไหน?
สำหรับผม ไต้หวันคือจุดกึ่งกลางระหว่างวัฒนธรรมจีนกับญี่ปุ่นที่หลอมรวมกันอย่างพอดี ไม่มีความสุดโต่ง ผู้คนไม่เร่งรีบจนเหนื่อย และไม่เฉื่อยชาจนเสียเวลา ที่นี่มีทั้งธรรมชาติ อาหาร นวัตกรรม และวัฒนธรรมที่เข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ
ถ้าคุณเป็นสายเทคโนโลยี งาน Computex ที่ไทเปถือเป็นงานใหญ่ระดับโลกด้านไอทีที่จัดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะสำหรับคนในวงการเทคโนโลยีและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ต้องมาเยือนงานนี้ให้ได้ เพราะมันไม่เพียงแค่แสดงนวัตกรรมล่าสุด แต่ยังเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่กำลังจะเปลี่ยนโลก
ถ้าคุณชอบธรรมชาติ ออนเซ็นที่ หวู่หลาย (Wulai) หรือบ่อน้ำร้อนธรรมชาติแถว ตั้นสุ่ย (Tamsui) คือประสบการณ์ที่ต้องลอง
ถ้าคุณชอบบรรยากาศย้อนยุค ต้องไป จิ่วเฟิ่น (Jiufen) สักครั้ง แล้วจะอยากไปอีก
หรือถ้าอยากเห็น ตึกไทเป 101 แบบไม่เหมือนใคร ลองเดินขึ้นเขาช้าง (Xiangshan) ดูสิ แล้วจะรู้ว่าภาพพาโนรามาที่เห็นจากข้างบนมันน่าประทับใจแค่ไหน
ส่วนถ้าใครอยู่ช่วงสิ้นปี การนับถอยหลังเคานต์ดาวน์ที่ไทเป คืออีกหนึ่งไฮไลท์ที่ควรลองสักครั้งในชีวิต


เดินทางเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่แค่เพื่อเช็คอิน
ถึงแม้ไทเปจะเป็นเมืองใหญ่ที่สะดวกสบายและเต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่ไต้หวันมีให้คุณ! เมืองอื่นๆ รอบๆ ไทเปก็น่าสนใจไม่น้อย
แม้วันนี้จะมีรีวิวและคลิปมากมายใน YouTube หรือโซเชียลต่างๆ แต่มันก็ไม่เหมือนกับการได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ได้เดินตามซอยเล็กๆ ของเมือง ได้ลิ้มรสชานมไข่มุกร้านท้องถิ่น หรือได้สบตากับคนแปลกหน้าที่พยักหน้าให้กันอย่างมีไมตรี
ไต้หวันไม่ใช่ประเทศใหญ่ ไม่ใช่จุดหมายแฟนตาซี แต่เป็น “เกาะ” ที่มีชีวิต มีจังหวะ และมีความจริงใจที่เรียบง่าย
และเพราะเหตุนี้…จึงอยากชวนคุณไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง หรือถ้าเคยไปแล้ว ก็อยากให้กลับไปอีกครั้ง เพราะคุณอาจตกหลุมรักมันมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่ผมเป็นอยู่ทุกครั้งที่ไป
About The Author
Discover more from journan journey
Subscribe to get the latest posts sent to your email.